บันทึกอนุทินครั้งที่6

วันที่ 14กุมภาพันธ์ 2563
เวลาเรียน 08.30-11.30น.
EAED2301การศึกษาพฤติกรรมเด็กปฐมวัย
ว่าที่ร.ต.กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด (อ.บาส)

https://scontent.fbkk8-2.fna.fbcdn.net/v/t1.15752-9/

วันนี้เป็นการนำเสนอบทความเกี่ยวกับพฤติกรรมและพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของเด็กปฐมวัย โดยออกมานำเสนอหน้าชั้นเรียนทีละหนึ่งคน เรียงลำดับจากคนสุดท้ายมาคนแรก
สรุปบทความ
1.นางสาววิลาสินี แสงระยับ 
พฤติกรรมเลียนแบบของลูก ควรดูแลอย่างใกล้ชิด
พฤติกรรมเลียนแบบ จากผู้ใหญ่เด็กๆ จะมีพฤติกรรมการเลียนแบบผู้ใหญ่ หรือเลียนแบบเพื่อนและคนรอบตัว เมื่ออายุประมาณ 2-3ขวบ ซึ่งพฤติกรรมเลียนแบบนี้ มีตั้งแต่การเลียนแบบการพูด ท่าทางต่างๆ การเล่น การกิน และทุกๆอย่าง เด็กวัยนี้ยังไม่รู้จักแยกแยะว่าสิ่งไหนดีหรือไม่ดี
พฤติกรรมเลียนแบบ จากการดูทีวีพฤติกรรมเลียนแบบในบางครั้งมาจากการดูทีวีของลูก คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกรายการที่เหมาะสมให้ลูกดู รายการทีวีบางรายการ มีการใช้ภาษาและภาพที่ไม่เหมาะสมกับเด็ก พฤติกรรมของผู้ใหญ่มีผลกับเด็กอย่างมาก หากผู้ใหญ่ไม่สามารถเป็นตัวอย่างที่ดีได้ เด็กก็จะซึมซับและเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่ดีนั้น และแสดงออกมาอย่างไม่เหมาะสม ดังนั้น หากต้องการให้ลูกเลียนแบบในสิ่งที่ดี คุณพ่อคุณแม่เองจะต้องทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดี

2.นางสาวดวงกมล บุญศรี เลขที่ 20
 3 เรื่องเล่น การเล่น ของเล่นที่ดีต่อพัฒนาการลูกวัย 4-5 ปี 
         1. เล่นกีฬา สร้างกล้ามเนื้อแข็งแรง การเล่นที่ใช้กำลังขา กำลังแขน เช่น เตะฟุตบอล บาสเก็ตบอล วิ่งเล่นกลางแจ้ง ขี่จักรยาน  เมื่อลูกได้ออกกำลังกาย กล้ามเนื้อใหญ่แล้วสิ่งที่ควรทำควบคู่ไปด้วยคือการพัฒนากล้ามเนื้อมือและนิ้วมือของลูกให้แข็งแรง หรือจัดกิจกรรมให้ลูกได้วาดภาพ

         แนะนำของเล่นฝึกกล้ามเนื้อ : เล่นของเล่นที่ได้โยนหรือส่งต่อเบาๆ เพื่อการเคลื่อนไหวร่างกายทั้งแขนและขา เช่น ลูกบอลยาง ห่วงยาง

         2. เล่นดนตรี สร้างสมาธิ  กิจกรรมที่ช่วยเรื่องสมาธิ ได้แก่ กิจกรรมทางด้านดนตรี เช่น ฟังดนตรี เล่นเครื่องดนตรี รวมถึงการอ่าน ซึ่งถือเป็นการเล่นที่ได้ทักษะหลายด้าน ทั้งได้พัฒนาทักษะการฟัง การอ่าน การเชื่อมโยงของเรื่องราว โดยเฉพาะการฟังหรือการเล่นดนตรี นอกจากได้พัฒนากล้ามเนื้อแล้ว ยังมีผลต่อการพัฒนาทักษะสมองอีกด้วย

        แนะนำของเล่นฝึกสมาธิ : หนังสือนิทานที่มีเรื่องราวเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน   ส่วนการเล่นดนตรี หากไม่มีเครื่องดนตรีคุณแม่สามารถชวนลูกฟังเพลง ร้องเต้นไปด้วยกันได้ค่ะ ชวนเขาคุยถึงเนื้อเพลง ทำบ่อยๆ จะช่วยให้เขาจดจ่อกับเพลงที่ฟังมากขึ้น เป็นการฝึกสมาธิไปในตัว

       3. เล่นบทบาทสมมติ ริเริ่มสร้างสรรค์ วัยนี้ชอบเล่นอิสระและการเล่นที่ได้ใช้จินตนาการ สนุกกับการเล่นที่ท้าทาย และสามารถทำกิจกรรมกรรมที่ซับซ้อนได้มากขึ้น ลูกวัยนี้จึงชอบเล่นบทบาทสมมติ เช่น เล่นเกี่ยวกับคนในครอบครัว จำลองสถานการณ์บางอย่างที่คุ้นเคย หรือเล่นเลียนแบบอาชีพ เพราะได้ใช้จินตนาการ ได้คิดริเริ่มสร้างสรรค์ด้วยตัวเอง ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทักษะอื่นๆ ในอนาคต

       แนะนำของเล่นฝึกความคิดสร้างสรรค์ : ของเล่นสำหรับการเล่นบทบาทสมมติ เช่น ชุดเครื่องครัวจำลอง อุปกรณ์ทำงานบ้านสำหรับเด็ก หรือชวนลูกเข้าครัวเรียนจากอุปกรณ์จริง  เขาจะรู้สึกสนุกและท้าทาย มากขึ้น แต่จะต้องไม่ลืมดูแลเรื่องความปลอดภัยด้วย


3.นางสาวพัชรี พละศักดิ์
พฤติกรรมก้าวร้าวเด็กปฐมวัย
  1. สาเหตุทางชีวภาพ อาจเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่น พ่อแม่มีอารมณ์ร้าย ดุ ก้าวร้าว ฉุนเฉียวง่าย อาละวาดเก่ง หรือถ้าพบว่าเด็กแสดงออกอย่างก้าวร้าวมาก ๆ และเป็นบ่อย ๆ ควรคำนึงถึงโรคใดโรคหนึ่ง เช่น สมาธิบกพร่อง ไฮเปอร์แอคทีฟ ออทิสติก หรือสมองพิการ
     
       2. สภาพจิตใจของเด็ก เด็กไม่มีความสุข เศร้า กังวล ขี้ตื่นเต้น ตกใจง่าย เด็กที่คับข้องใจบ่อย ๆ และถูกกดดันเสมอ ๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้เด็กหงุดหงิดและอาจแสดงวาจากิริยาก้าวร้าวได้
      3. การเลี้ยงดูภายในครอบครัว
             - การทอดทิ้งไม่เอาใจใส่ดูแลเด็ก
             - การลงโทษรุนแรง
             - การตามใจและยอมตามเด็กเสมอ
             - การทะเลาะกันภายในครอบครัว
             - การยั่วยุอารมณ์ให้เด็กโกรธ
             - การขาดระเบียบวินัยในชีวิต
             - การที่เด็กทำผิดแล้วผู้ใหญ่ให้ท้าย
             - การสื่อความหมายไม่ชัดเจน ทำให้เด็กสับสน กังวล ไม่รู้จักความผิดที่แน่นอน
     
       4. จากสภาพสังคม สิ่งแวดล้อม เด็กที่ดูภาพยนตร์ โทรทัศน์ วิดีโอ ที่แสดงออกถึงความก้าวร้าวรุนแรง ไม่มีกิจกรรมอื่นที่เป็นการเคลื่อนไหวของร่างกายเพื่อคลายเครียด เมื่อถูกเร้าให้เกิดความเครียดส่วนใหญ่ก็มักจะแสดงออกเป็นพฤติกรรมก้าวร้าว 
4.นางสาวอรพรรณ ธนูทอง
เลี้ยงลูกอย่างไร ได้อย่างนั้น

เด็กเอาแต่ใจ

คือ เด็กที่ทั้งพ่อและแม่ตามใจมากเกินไป เลี้ยงลูกแบบรักลูกมากไป ตามใจจนไร้ขอบเขต พบมากในปัจจุบันที่พ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้ลูก เพราะต้องออกไปทำงานนอกบ้าน เมื่อมีเวลาใกล้ชิดก็อยากจะมอบความรักความอบอุ่นให้ โดยการยอมตามที่ลูกขอแทบทุกครั้งไป จนทำให้ขาดระเบียบวินัย ขาดความยับยั้งชั่งใจ และขาดการคิดวิเคราะห์ถึงเหตุและผลของสิ่งที่ควรและไม่ควรทำ
การเลี้ยงดูเช่นนี้จะทำให้ลูกกลายเป็นเด็กที่มีนิสัยเห็นแก่ตัว รอคอยไม่เป็น อารมณ์ไม่มั่นคง ก้าวร้าว ไม่เห็นใจคนอื่นที่ต่ำกว่า เก็บกด ปรับตัวได้ไม่ดี ต้องพึ่งผู้อื่นโดยเฉพาะพ่อแม่ตลอด และเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นจะกลายเป็นคนที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ และมีปัญหาในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น

เด็กดื้อ

คือ เด็กที่พ่อและแม่มีกฎระเบียบไม่ตรงกัน บางครั้งเข้มงวดมาก บางครั้งตามใจมาก บางครั้งปล่อยปละละเลย หรือพ่อและแม่มีแนวการสอนลูกคนละแบบหรือขัดแย้งกัน จนทำให้มีการเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงลูกบ่อย ๆ ทำให้ลูกไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าถึงผลแห่งการกระทำของตัวเอง ว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิด รวมไปถึงการที่พ่อแม่ขาดการพูดคุย และทำความเข้าใจต่อกฎระเบียบต่าง ๆ ทำให้ลูกมีความรู้สึกต่อต้านและอยากที่จะขัดคำสั่งพ่อแม่ตลอดเวลา
การเลี้ยงลูกในลักษณะนี้จะทำให้ลูกเกิดความสับสน ขาดวินัย รักสบาย และขาดความยับยั้งชั่งใจ เนื่องจากจะปรับตัวเองตามลักษณะอารมณ์ของพ่อแม่ แต่ไม่ได้เรียนรู้ถึงเหตุและผลของสิ่งที่ควร ไม่ควรอย่างถ่องแท้ โดยในระยะแรก ลูกจะแสดงออกด้วยการเป็นเด็กดีเพื่อให้พ่อแม่พอใจ แต่พอนานวันเข้าก็จะกลายเป็นความเคยชิน และไม่ใส่ใจต่อคำสั่งใด ๆ ที่เกิดขึ้น

เด็กเก็บกด

คือ เด็กที่พ่อแม่ใช้กฎระเบียบควบคุมมากเกินไป จนลูกไม่กล้าคิดหรือทำสิ่งใหม่ ๆ ด้วยตนเอง ต้องรอให้พ่อแม่ออกคำสั่งตลอดเวลา การเลี้ยงลูกแบบนี้พ่อแม่อาจรู้สึกว่าทำให้เลี้ยงลูกได้ง่าย แต่ในความเป็นจริงแล้ว จะส่งผลต่อพฤติกรรมและระบบความคิดของลูกในระยะยาว
เด็กที่ถูกเลี้ยงดูแบบนี้จะเกิดความเครียด เก็บกด มีพฤติกรรมหน้าไหว้หลังหลอก และอาจเป็นเด็กเจ้าเล่ห์ในอนาคต หรืออาจเป็นเด็กก้าวร้าวจากการสะสมอารมณ์เก็บกดนั้น ๆ และไประบายออกในวิธีที่ไม่ถูกต้อง

เด็กดี

คือ เด็กที่ได้รับความรัก และความเข้าใจจากพ่อแม่ ส่งผลให้ลูกมีพัฒนาการที่น่ารักสมวัย และมีความพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้เป็นอย่างดี พ่อแม่ควรให้ความสำคัญกับการเปิดโอกาสทางความคิด และให้ลูกได้ทำและตัดสินใจในสิ่งที่เขาสนใจ เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ลูกรู้สึกภูมิใจและมั่นใจในตัวเอง ส่งผลให้เขาเติบโตทางความคิด และเป็นบุคคลที่ดีมีคุณภาพในสังคมต่อไป
5.นางสาวบรรพตี ทรงประดิษฐ์ เลขที่ 6
 6 สาเหตุ ลูกไม่ยอมพูด หรือพูดช้า 

       1. หูตึงหรือหูหนวก
 

อาจเป็นแต่กำเนิดหรือเกิดจากการติดเชื้อที่หูชั้นกลางบ่อยๆ หากสงสัยว่าลูกไม่ได้ยินให้พาไปตรวจที่แผนกหู เพื่อการวินิจฉัยและใส่เครื่องช่วยฟัง

       2. สมองพิการ

เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น โครโมโซมผิดปกติแต่กำเนิด ภาวะขาดออกซิเจน ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ภาวะตัวเหลืองมากผิดปกติ การติดเชื้อหรือการได้รับอุบัติเหตุที่สมอง การได้รับสารพิษ เช่น สารปรอท สารตะกั่ว ทำให้เด็กมีพัฒนาการช้าทุกๆ ด้าน ส่วนใหญ่แก้ไขให้กลับมาเป็นปกติไม่ได้ แต่ช่วยเหลือให้ดีขึ้นได้ด้วยนักกายภาพบำบัด นักฝึกพูด และนักกระตุ้นพัฒนาการ

       3. ขาดการกระตุ้นพัฒนาการที่ถูกต้องตามวัย

เช่น รู้ใจเด็กมากเกินไป ไม่มีคนคอยพูดคุยด้วย อยู่กับพี่เลี้ยงต่างด้าว ดูทีวีหรือติดมือถือ-แท็บเล็ต วิธีแก้ไข คือ งดดูทีวี-มือถือ-แท็บเล็ต ให้พูดคุยและทำกิจกรรมร่วมกับเด็กให้มากขึ้น ฝึกอ่านหนังสือนิทานด้วยกันทุกวัน

       4. เป็นบ้านที่มีการพูดหลายภาษา

อาจทำให้เด็กบางคนไม่แน่ใจ เกิดความลังเลในช่วงแรกๆ แต่ภายหลังก็สามารถพูดได้ทั้งหมดทุกภาษา

       5. เป็นพันธุกรรม

อาจมีพ่อหรือแม่มีประวัติพูดช้าเช่นเดียวกัน เป็นประเภทม้าตีนปลาย เดี๋ยวพูดได้จะพูดไม่หยุด

       6. ภาวะออทิสติก

นอกจากลูกไม่ยอมพูด ก็มักมีความผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ขาดการสบตา ไม่ชอบเล่นกับคนชอบอยู่ในโลกส่วนตัว ชอบทำอะไรซ้ำซากและเป็นการเล่นที่ขาดจินตนาการ แก้ไขโดยการฝึกพูดและฝึกพัฒนาการด้านการสื่อสารกับผู้อื่น

Neneng gesrek | Seni jalanan, Seni, Kartun

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้